แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

VAIO เวียนกลับแล้ว ! โหมโรงโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อป Z ซีรีส์ แบบไฮบริด

ถือเป็นการขึ้นต้นต้นศักราชใหม่ของแบรนด์ VAIO ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Sony อีกหลังจากนั้น ภายหลังถูกขายต่อให้กับกลุ่มกองทุนรวมของญี่ปุ่น พร้อมด้วยล่าสุดได้เริ่มคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองรุ่นใหม่ VAIO Z และ VAIO Z Canvas
เกริ่นกันที่ VAIO Z ได้รับฉายาว่า Monster PC มีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3 นิ้ว มีรุ่นที่ใช้ชิป Intel Core i5 พร้อมทั้งรุ่นที่ใช้ Intel Core i7, บอดี้ใช้อลูมิเนียมคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ น้ำหนัก 1.34 กิโลกรัม ตัวเครื่องมีความหนา 16.8 มิลลิเมตร มีโหมด multiflip ที่่ช่วยพับหน้าจอจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้ ชาร์จหนึ่งครั้งสมรรถใช้งานได้นานสูงสุด 15.5 ชั่วโมง สนนราคาโหมโรงอยู่ที่ 190,000 เยน เหรอคะเน 52,000 บาท
ซีรีส์ถัดมาเป็น VAIO Z Canvas ได้รับฉายาว่า Monster Tablet หน้าจอขนาด 12.7 ความละเอียดการแสดงผล 2,560 x 1,704 พิกเซล ให้โทนสี Adobe RGB ถึง 95% ใช้ชิป Intel Core i7, SSD 256GB เชี่ยวชาญถอดแป้นพิมพ์ได้ ทำให้เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ต พร้อมการใช้งานร่วมกับสไตลัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังไม่มีการเปิดเล่าค่าออกมาในเวลานี้
เจ้าโน๊ตบุ๊ค VAIO Z เริ่มเปิดจองในประเทศญี่ปุ่นแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วน VAIO Z Canvas อาจต้องรอจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนจะขยายการวางจำหน่ายออกนอกญี่ปุ่นด้วยหรือไม่ไม่ยังมีข้อมูลในเวลานี้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เราจะสามารถเนรมิตคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้จริงๆ ในอนาคตหรือไม่ ???

[บทความพิเศษ] เราจะเก่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้นักๆ ในอนาคตหรือไม่ก็ไม่ ???
เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ คงจักได้เห็นหุ่นยนต์ที่มีความคิดเป็นของตัวเองกันมาอย่างมากมายจากใน หนังครับ ไม่ว่าจะเป็น Skynet จาก Terminator ใช่ไหมจะป๊าเดปป์จาก Transcendence ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนอดคิดไม่ได้ครับว่าในอนาคตนั้นเราจักมีคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นของตัวเองหรือว่าไม่ วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันครับว่าเรื่องจากจอเงิน Sci-Fi จะกลายมาเป็นความแน่นอนได้อย่างไร
ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้กันว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จักมีความรู้สึกนึก คิดได้หรือไม่นั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำความรู้จักก่อนก็คือปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ Artificial Intelligence หรือไม่เรียกสั้นๆ ว่า A.I. ครับ A.I. นั้นคือการพัฒนาโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์มีพฤติกรรมให้เหมือนกับมนุษย์มาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้
วิธีการที่จักทำให้คอมพิวเตอร์นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์นั้นเราจักจะทำ การเพิ่มความศักยในการเรียนรู้พร้อมทั้งความทำได้ทางประสาทสัมผัสให้กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นจะเลียนแบบมาจากรูปแบบการเรียนรูปกับการตัดสินใจของ มนุษย์ครับ A.I. นั้นมีหลายสาขาครับอันประกอบไปด้วย
  • Expert-System หรือว่าระบบผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นระบบให้คำปรึกษาในการจัดการปัญหา โดยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ที่ได้ใส่เอาไว้ในโปรแกรม
  • Neural Network หรือว่าระบบจำลองคอมพิวเตอร์ให้อาจจะทำงานเหมือนกับสมองของมนุษย์ได้(เหรออย่างน้อยก็จำลองให้เหมือนมากที่สุด)
  • Genetic Algorithms หรือว่าปัญญาประดิษฐ์ที่เอาไว้ใช้ด้วยการสร้างทางเโจษกจำนวนมาก รวมไปถึงปลงใจเระบือกทางเเล่าลือกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้เนื่องด้วยปัญหานั้นๆ
  • Natural Language Processing หรือไม่ก็การประมวลภาษาธรรมชาติ เป็นการโปรแกรมเพื่อให้คอมพิวเตอร์สมรรถที่จักเข้าใจพร้อมด้วยประมวลผลภาษา ธรรมชาติของมนุษย์ เช่นคำพูดเหรอภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ฯลฯ แล้วคอมพิวเตอร์ศักยที่จะทำการโต้ตอบได้อย่างเหมาะสมกับภาษานั้นๆ
  • Learning System ไม่ใช่หรือระบบการเรียนรู้เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำเป็นที่จะทำ การเรียนรู้ได้จากประสบการณ์(ตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์เชี่ยวชาญเรียนรู้ได้ว่า ขับฝ่าไฟแดงเป็นเรื่องผิด) ภายหลังนั้นคอมพิวเตอร์รอบรู้ที่จะโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่าง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม(ตามสิ่งที่เรียนรู้มา)
  • Vision System ไม่ใช่หรือระบบการมองเห็นเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์เป็นได้ที่จะทำการบันทึกสิ่งที่มอง เห็น แล้วเก็บไว้ในหน่วยความจำในลักษณะของรูปภาพ ตัวอย่างเช่นระบบวิเคราะห์รอยนิ้วมือ(เทียบกับมนุษย์ก็คือความทรงจำในลักษณะ ที่เป็นรูปภาพ)
  • Robotic หรือว่าหุ่นยนต์เป็นการพัฒนาเครื่องจักรกลไม่ก็อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เป็นได้ทำ การเคลื่อนไหวได้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ โดยการเคลื่อนไหวนั้นจักมีความแม่นยำเที่ยงตรงกว่ามนุษย์หลายเท่า(ด้วยเหตุว่า หุ่นยนต์ไม่มีกล้ามเนื้อให้เกิดความเหนื่อยล้า)
การที่วิชาทางด้านปัญญาประดิษฐ์แยกประเภทของปัญญาประดิษฐ์ไว้หลายๆ อันดับ ก็เนื่องมากจากการทำงานพร้อมทั้งหลักของการเขียนโปรแกรมเพราะว่าปัญญาประดิษฐ์แต่ละ พันธุ์จักไม่เหมือนกันครับ ด้วยกันจากข้อมูลข้างต้นเราจะเห็นได้ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นถูกจำลองมาจากพฤติกรรม ของมนุษย์แทบทั้งสิน
ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จักอาจจะสู้กับพฤติกรรมกับความ รู้สึกนึกคิดของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ได้ไม่ก็ไม่ ให้ลองดูจากตารางดังจากนั้นนี้ครับ
จากตารางท่านจะเห็นได้ครับว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่ได้มีความสมรรถเหนือ มนุษย์ไปหมดทุกอย่าง สิ่งหนึ่งที่เป็นทั้งผลดีด้วยกันผลร้ายในเวลาเดียวกันก็คือจิตใต้สำนึกเรื่องของ ความดีงามนั้นปัญญาประดิษฐ์ไม่มีเหมือนมนุษย์เราครับ ตัวอย่างเช่นเรื่องของการลักขโมย มนุษย์เราครั้งหมายจะได้ของอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงหน้าแต่ว่าของชิ้นนั้นไม่ ใช่ของเรา ด้วยประสบการณ์กับคำสั่งสอนรวมไปถึงความรู้ทางด้านกฎหมาย อาจจะทำให้เราใตร่ตรองและตกลงใจไม่ทำการลักขโมยนั้น
ในทางกลับกันถ้าเป็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว การตกลงใจเเลื่องลือกว่าจะขโมยหรือไม่ขโมยนั้นมีปัจจัยหลายอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับ ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลักขโมยในครั้งนั้นมาก แค่ไหน พร้อมทั้งคอมพิวเตอร์ก็จะเโจษกคำตอบที่ดีที่สุดที่เชี่ยวชาญทำการประมวลผลออกมาได้ ซึ่งนั่นอาจจักหมายถึงการขโมยของชิ้นนั้น เป็นต้นครับ(เพราะยังไม่มีกฎหมายที่ใดบนโลกนี้ที่เอื้อนว่าหุ่นยนต์ลักขโมยแล้ว มีความผิดเป็นต้น)
ตราบใดเรามองว่าหน่วยประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเหมือนกับสมองที่ ใช้ในการตกลงใจนั้น สิ่งนี้ก็ไม่ผิดมากนักครับ เพราะตั้งแต่เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์มานั้น คอมพิวเตอร์ก็ได้เข้ามาทำงานทางด้านการตัดสินใจหลายๆ อย่างแทนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่มีความละเอียดไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านตัวเลข หรือไม่งานทางด้านการประมวลผลข้อมูล
สิ่งหนึ่งที่คอมพิวเตอร์มีดีกว่ามนุษย์เราก็คือคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักเหนื่อย ล้าครับ ซึ่งนั่นทำให้คอมพิวเตอร์ศักยที่จะทำการประมวลผลได้ตลอดเวลาเลยที เดียว(ถ้าเครื่องไม่ร้อนจนไหม้ไปซะก่อน) แต่มนุษย์เรานั้นมีความเหนื่อยล้าจากปัจจัยหลายๆ อย่างเกิดขึ้นดังนั้นเราต้องมีการพักผ่อนครับ
คุณอาจจักอื้นว่าถ้าเรากลัวปัญญาประดิษฐ์ทำผิดก็ให้โปรแกรมไปด้วยว่าสิ่ง ไหนที่ปัญญาประดิษฐ์ทำแล้วจักผิด ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็ได้มีการถกเถียงมากมายกันอย่างกว้างขวางครับ เพราะว่าแม้กระทั่งมนุษย์เองแล้วนั้น
การกระทำในเรื่องเดียวกันบางคนอาจจักคิดว่าสิ่งนี้ผิด ส่วนอีกคนอาจจะคิดว่าสิ่งนี้ไม่ผิดก็เป็นได้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูภาพยนตร์ Sci-Fi บ่อยๆ แล้วหล่ะก็ คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าเพราะว่าส่วนมากแล้วหุ่นยนต์ที่มีปัญญาประดิษฐ์ อยู่ด้วยนั้นจักปฏิบัติตามสิ่งที่จักทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด(ไม่ใช่หรือสิ่ง ที่ดีที่สุด) แม้แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปในเรื่อง นี้ครับ มีทั้งเสียงที่สนับสนุนพร้อมด้วยเสียงที่ไม่สนับสนุนครับ
นักวิทยาศาสตร์อย่าง Stephen Hawking นั้นเคยพูดว่าการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนั้นยังไม่จำเป็นมากนัก ที่เราจักต้องใส่ใจในเรื่องของความกลัวเหมือนอย่างหนัง Sci-Fi แต่ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีรุดหน้าไปมากขึ้นจนกระทั่งปัญญาประดิษฐ์ได้รับการ พัฒนาจนมีความรอบรู้ที่เท่าเทียมกับมนุษย์เราทั้งทางด้านกายภาพพร้อมทั้งทางด้าน ความคิด จนกระทั่งนั้นปัญญาประดิษฐ์จักเชี่ยวชาญที่ทำการพัฒนาความรู้ความศักยของตัวเองต่อ ไปเหมือนมนุษย์ได้
ซึ่งจักทำให้การควบคุมปัญญาประดิษฐ์ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบของหุ่นยนต์ไม่ก็ คอมพิวเตอร์นั้นยากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วด้วยความเชี่ยวชาญในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่มีมากกว่า มนุษย์หลายเท่านักก็จักเอาชนะวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างช้าๆ ได้ครับ
สิ่งที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในหนัง Sci-Fi นั้นอาจจักเป็นสุทธิขึ้นมาในอนาคตครับ ด้วยเหตุที่ว่าวงการของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นั้นก้าวไปเร็วมาก ในปัจจุบันเราสามารถที่จักทำให้คอมพิวเตอร์เก่งที่จักพูดคุยติดต่อสื่อสาร กับเราได้อย่างรู้เรื่อง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวที่ไหน
คุณลองมองไปที่สมาร์ทโฟนของคุณเองก็ได้ครับ ถ้าเป็น iOS ก็จะมี Siri ที่เชี่ยวชาญคุยกับเราได้ ส่วนระบบ Android ก็มี Google Now เพราะ Windows Phone เองนั้นก็มี Cortana สิ่งต่างๆ เหล่านี้เหมือนอาจจะพึ่งโหมโรงต้นมาได้ไม่นานนักแต่ความเร็วในการพัฒนาของ ระบบต่างๆ เหล่านี้นั้นไปได้รวดเร็วกว่าที่เราๆ ท่านๆ คิดไว้มาก(ดูง่ายๆ ครับ iPhone พึ่งมีรุ่นที่ 6 ไปไม่นาน ก็ยังเก่งขนาดนี้) นี่ยังไม่รวมไปถึงเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ที่นับวันจักมีการจำลองมาจากการ เคลื่อนไหวแน่ๆๆ เข้าไปจนหุ่นยนต์เปิดฝาเคลื่อนไหวได้เหมือนกับมนุษย์เราแล้ว(แต่ดีกว่าตรงที่ ไม่รู้จักเหนื่อย)
ต่างว่าจะพูดไปแล้วโอกาสนี้มนุษย์ชาติก็เหมือนกับกำลังก้าวอยู่ในระดับทารก เพื่อที่จักสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิดได้เองครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของ Google ที่เมื่อประมาณการ 2 ปีก่อนนี้ทาง Google ได้มีการพยายามทำโปรแกรมที่จักจัดเรียงรูปแบบของข้อมูลที่เหมือนๆ กัน
แต่ทว่าโปรแกรมนั้นต้องดูไฟล์วีดีโอบน Youtube เป็นล้านๆ ไฟล์ถึงจักเป็นได้ระบุแมวได้ถูกต้องแค่ 70% ในขณะที่มนุษย์เรานั้นอาจจะที่จะจำแนกได้แทบการดูสร้างผ่านประสบการณ์ไม่กี้ ครั้งเท่านั้น ดังนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนานครับกว่าที่คอมพิวเตอร์ที่มีปัญญาประดิษฐ์นั้นจัก รอบรู้มีจิตใต้สำนึกเองได้
หมายเหตุ - มีนักสังคมศาสตร์บางคนทูลว่าเพราะปกตินั้นมนุษย์เองก็มีความสลับซับซ้อนใน พฤติกรรมอยู่มากมาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจักจำรองระบบที่มีแต่ถูกหรือไม่ก็ผิดให้เป็นได้ที่จัก ปลงใจเหรอมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ได้ครับ แต่ว่าในอนาคตนั้นอะไรก็เป็นไปได้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รวมยอดโปรโมชั่นโบรชัวร์สนนราคาในงาน Commart 2014



มหกรรมงาน คอมพิวเตอร์ไอทีครั้งยิ่งใหญ่ในไทยที่มีจัดทุกๆ  ปลายปี 2014 อย่าง Commart ครั้งที่ 3 ซึ่งกลับมาในคราวนี้กับชื่อ Commart Comtech 2014 ที่นอกเหนือจากจะมี notebook พร้อมกับ คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ แล้ว



ขอบคุณภาพประกอบจาก: advice.co.th

ในงานคราวนี้ก็ยังเน้นไปในส่วนของ มือถือสมาร์ทโฟนพร้อมกับแท็บเล็ตอีกด้วย เรียกได้ว่ามาเดินเล่นในงานนี้ทีเดียวมีครบทุกอย่างตามที่ต้องการเลย รวมไปถึงในส่วนของโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ก็จัดเต็มมาให้จุใจเหมือนเคย




เพื่อใครที่ต้องการกาซื้ออุปกรณ์ไอที ทูลได้เลยว่าห้ามพลาดกันเลย อีกทั้งยังมาครบครันด้วย คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค และบรรดาสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตรุ่นยอดนิยมต่างๆ  เอาเป็นว่าในวัน พร้อมกับ เวลาจัดงานเราจะมาอัพเดทบทความและโปรโมชั่นกันอีกทีแน่นอนครับ

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1392613

ติดตามข่าวสารไอที คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค รุ่นใหม่มูลค่าประหยัด แนะนำวิธีการใช้งานกับการแก้ปัญหาได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

การบินไทยออกข้อบังคับกิจธุระการนำ Powerbank ขึ้นไปเครื่องบิน !!

การบินไทยออกกฎเรื่องการนำ Powerbank ขึ้นเครื่องบิน !!
เพื่อความเข้าใจในกฏดังกล่าวทางสายการบินไทยจึงได้จัดทำ Infographic เกี่ยวกับการนำ Powerbank ขึ้นเครื่องบิน ซึ่งผู้เพราะว่าสารทำเป็นพกแบตเตอรี่สำรองได้แบบมีความจุไฟฟ้าน้อยกว่า 20,000 mAh  ไปจนถึงความจุไฟฟ้าน้อยกว่า 32,000 mAh  ไม่เกิน 2 ก้อน ขึ้นเครื่องได้ พร้อมกับต้องใส่กระเป๋าเล็กหรือไม่พกติดตัวขึ้นเครื่อง ซึ่งในการออกกฎครั้งนี้เนื่องก่อนหน้านี้เคยมีเคสในต่างประเทศว่า Powerbank จัดเป็นวัตถุอันตราย ถึงขั้นไม่อาจนำ Powerbank ขึ้นเครื่องได้ในบางสายการบิน
ขณะเดียวกันยังเคยเกิดเหตุการณ์ Powerbank ลุกไหม้ในสายการบินต่างชาติมาแล้ว จึงออกมาตรการนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้เพราะสารที่อยู่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นไปตามประกาศของกฏมาตรฐานความปลอดภัย( IATA ) กับ  Powerbank ก็จัดเป็นวัตถุอันตรายด้วย เพราะว่าแบตลิเธียมขณะเกิดความร้อนสูงเกินไป อาจจักนำไปสู่การติดไฟได้เช่นกัน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลกาลเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน เพราะในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตแบบใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จักส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเลือกระฉ่อนเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือว่าไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปลือเลื่องกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์เหรอว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะว่าเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager ก็เพราะว่าว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจักปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าการดูหนังฟังเพลงลอดแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

แฟนๆ Dropbox มีเฮเสียเงินแค่สามร้อยกว่าบาทแต่ได้พื้นที่ถึง 1TB

แฟนๆ Dropbox มีเฮเสียเงินแค่สามร้อยกว่าบาทแต่ได้พื้นที่ถึง 1TB
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันดีหรับ Dropbox บริการฝากไฟล์ รวมถึงซิ้งค์ไฟล์ แชร์ไฟล์ และคงมีหลายๆ คนที่ใช้งานบริการนี้บ่อยๆ วันนี้มีข่าวความเคลือนไหนของบริการใหม่ของ Dropbox มาฝากกัน
เพราะล่าสุดนั้น Dropbox ได้เปิดบริการใหม่ที่มีชื่อว่า  ออกมาให้บริการ ซึ่งโปรโมชั่นในบริการใหม่นี้เด็ดดวงจริงๆ เพราะคุณสามารถฝากไฟล์ต่างๆ ได้สูงสุดถึง 1TB จากปกติ 100GB แต่เสียค่าบริการแค่ 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 99 ดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นค่าเงินไทยก็ประมาณสามร้อยกว่าบาท
เรียกได้ว่าการปรับราคาแบบนี้ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ และทำให้ตลาดของการปล่อยพื้นที่เก็บข้อมูลกลับมาเร้าร้อนอีกครั้ง Google Drive สนใจจะลดราคาเพิ่มอีกไหมครับ?
ใครสนใจเชิญไปดูหรือสมัครได้ที่เว็บ Dropbox เพราะ Dropbox ถูกเปิดมาเพื่อช่วยให้คุณลดความซับซ้อนในชีวิตของคุณและการฝากขข้อมูลต่างๆ 
***Drop box คือ บริการฝากไฟล์ รวมถึงซิ้งค์ไฟล์ แชร์ไฟล์ ที่สามารถจัดการได้อย่างสะดวกบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เหมือนจัดการไฟล์ในคอมของเราเองไม่ว่าเราจะเล่นคอมพิวเตอร์ที่ไหนหรือว่า เล่นที่เครื่องใคร ก็สามารถจัดการกับไฟล์งานของเราได้ ซึ่งต้องติดตั้งโปรแกรมของ Drop boxก่อนจากนั้นก็โยนไฟล์ลงไปในโฟลเดอร์นั้นมันก็จะถูกอัพโหลดไปเก็บไว้ใน Server ของ Drop box โดยทันที แค่เพียงมีการต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์
ที่มา - VentureBeat, Dropbox Blog
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!
ถึงเราจะคุ้นเคยกับ Social Network มาหลายปีแต่ยังมีกรณีศึกษาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุที่ต้องขึ้นเวทีเสวนาเรื่องนี้เป็นประจำ เลยขอเอา 10 ข้อคิดก่อน โพสต์พลีชีพ มาฝากครับ
     1. สวนกระแสอยากดัง ระวังดับกลางอากาศ ตัวอย่างจากกรณีน้องแก้มที่สังคมกำลังโศกเศร้า แต่ดันไปถามว่า น้องเค้าแต่งตัวโป๊มั้ย อ่อยผู้ชายรึเปล่า คอมเมนต์แบบนี้โดนประนามทั่วสารทิศจนต้องปิด account หนีไปหลายรายแล้วครับ
     2. นินทาเจ้านาย ถึงจะฉลาดพอที่จะตั้งค่าเอาไว้ไม่ให้นายเห็น แต่รับรองว่าเพื่อนตัวดีแอบเก็บหน้าจอเอาไว้เรียบร้อยพร้อมส่งถึงมือเจ้านายในวันประเมินผลแน่นอนเพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการตัดกำลังคู่แข่งทีเผลอแบบนี้
     3. โพสต์อวดรู้ คนดังหลายๆ คน เคยดับมาแล้วเมื่อโพสต์อะไรที่บ่งบอกถึงความฉลาด (น้อย) เช่นยืนยันกับคนอื่นๆ ว่าไททานิคเป็นแค่หนังไม่เคยมีเรื่องจริงเกิดขึ้น หรือสุขสันต์วันเกิดครบรอบ 2014 ปีของโลกใบนี้ (ทำไปได้...)
     4. ขยันส่งข่าวลือ ไม่ว่าจะเป็นกินวิตามินซีกับกุ้งแล้วจะตายทันที หรือโค้กกัดกระเพาะคนตายเพราะมีกรดรุนแรงขนาดล้างห้องน้ำได้ ฯลฯ อันนี้ก็โดน unfriend ไปหลายคนเพราะน่ารำคาญครับ
     5. โพสต์ลั้ลลาในวันลาป่วย เช่นถ่ายรูปแพลงกิ้งบนยอดเขา รับรองว่าคุณงานเข้าแน่ถ้าคนในบริษัทมาเห็นเข้า เพราะเป็นกรณีไล่ออกมาแล้วหลายที่ครับ
     6. ฟ้องกระจายไม่อายชาวโลก ตกเครื่องบินเพราะไปสายก็เอามาโพสต์ด่าสายการบิน อันนี้เงิบมาแล้วหลายคนเพราะชาวประชาเข้าใจดีครับกฏการบินเขาเป็นอย่างไร
     7. อ้อนวอนขอไลค์ ขอความเห็นใจช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก กดไลค์ยิ่งมากยิ่งได้บริจาคเยอะ (ใครให้ก็ไม่รู้) อย่าเอาความน่าสงสารมาเรียกคะแนนให้ตัวเองเลยครับ
     8. ปัญหาภายในบ้าน แม่ทะเลาะกับน้า อาเป็นเกย์ ฯลฯ บางเรื่องเอามาปรึกษากันได้ แต่บางเรื่องมันชวนอึดอัดนะครับ แค่รู้ในบ้านก็พอ
     9. เกรียนไม่เลือกที่ โพสต์ระรานบนหน้า wall ของคนอื่น อันนี้ไม่ต้องพูดมากครับ เสียมารยาทอย่างร้ายแรง แต่มีให้เห็นเป็นประจำ
     10. พิมพ์ผิด ชีวิตเปลี่ยน... จะชมสาวฝรั่งว่า Nice Dimple (ลักยิ้มสวยจัง) ดันพิมพ์เป็น Nipple (หัวนมสวยจัง) อันนี้นอกจากติดเรทแล้วยังโดน block ตลอดชีพไปอีก ต้องตรวจก่อนโพสต์เสมอครับ
เครดิต : ปฐม ARiP
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พี่สอนน้อง 10 เหตุผล คนไอทีเลือกงานอย่างไรให้ก้าวหน้า

พี่สอนน้อง... 10 เหตุผล คนไอทีเลือกงานอย่างไรให้ก้าวหน้า
          วันนี้ทางทีมงาน Sanook! Hitech ได้เปิดไปเจอเข้ากับกระทู้ใน Pantip ที่นำประสบการณ์จริง จากการทำงานในวงการไอทีมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ได้อ่านกัน ทางทีมงานเห็นว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่ออีกทีครับ เริ่มกันเลยดีกว่า
กระทู้นี้ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การทำงานด้านไอทีมาเกือบทั้งชีวิต
ขอบคุณที่มาของภาพ: www.softbizplus.com
          1. ประการสำคัญ หากเลือกได้อย่าเลือกทำงานในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานด้าน IT โดยตรง หรือเป็น จนท. IT เพียงคนเดียวในหน่วยงาน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ควรหาทางเดินอื่นเผื่อไว้ อย่าคิดปักหลักในหน่วยงานประเภทนี้ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ในข้อถัดไป

          2. การเป็น จนท. IT ในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานด้าน IT คุณจะไม่ได้รับความก้าวหน้าใด ๆ เพราะการจะใต่ระดับขึ้นไป เป็นไปได้แค่คนที่อยู่ในสายงานหลักของหน่วยงานนั้น ๆ

          3. คุณจะทำงานเป็นเป็ด คือทำทุกอย่าง แต่ไม่ได้ดีหรือไม่เจาะลึกสักอย่าง นาน ๆ เข้าจะทำให้คุณไม่สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ ทำให้คุณอาจจะตกจากระดับที่ควรจะเป็น

          4. หากคุณทำงานเป็น จนท. IT ในหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาระกิจหลัก คุณมักจะได้รับมอบหมายงานเอกสาร หรืองานด้านอื่น ๆ ที่คุณและ จนท. ไอที ทั่ว ๆ ไปไม่ถนัดเอาเสียเลย และคุณจะทำงานนั้น ๆ ได้ไม่ดีเท่าคนที่จบมาสายงานนั้นโดยเฉพาะ

          5. นอกจากคุณจะต้องทำงานตัวคุณเองแล้ว บ่อยครั้ง ขณะที่งานคุณเร่ง ๆ แต่คุณจะต้องลุกไปดู PC ให้ผู้อื่น หากคุณปฏิเสธว่ากำลังยุ่ง คุณจะถูกตำหนิในใจทันที หากกำลังเขียนโปรแกรมอยู่ กว่าจะไปแก้ปัญหาให้ผู้อื่นเสร็จกลับมาคุณอาจจะต้องเรียบเรียงความคิดคุณ ใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง และเมื่อคุณกำลังจะเริ่มงานต่อ คุณก็จะถูกเรียกไปอีกครั้ง จนวันทั้งวันคุณอาจจะไม่ได้ทำงานของคุณเลย

          6. งานของคุณจะไม่โดดเด่นเหมือนคนอื่น ใจขณะที่คนอื่นเขาจะมีการรับส่งงานผ่านเอกสาร มีการทำงานที่เห็นได้ชัด วิ่งไปถ่ายเอกสาร วุ่นอยู่กับการจัดรูปเล่มรายงานการประชุม นั่งพิมพ์งานจนหัวหมุน ปริ้นงานเป็นร้อย ๆ แผ่น แต่สำหรับ จนท. IT ไม่ว่าคุณจะงานเยอะ งานน้อย ไม่มีงานทำ ยุ่งวุ่นวายรีบเร่งจนไม่มีเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่สายตาเจ้านายจะเห็นเพียงอริยาบทเดียวของคุณคือ นั่งก้มหน้าอยู่ที่หน้าจอ จนบางครั้ง (บ่อยครั้ง) ดูเหมือนคุณไม่มีงานทำ ประสบการณ์ของผม ผมเคยโดนประเมินต่ำกว่าเพื่อนร่วมงาน เพราะเหตุผลที่บอกว่า ผมไม่ทุ่มเทกับงาน ด้วยเหตุผลนี้ เพราะว่าไม่ว่าเราจะยุ่งยากเพียงใด ท่าทางของเราก็ยังคงเดิมคือนั่งกล้มหน้างุด ๆ อยู่หน้าคอม ???

          7. การพัฒนาโปรแกรม พัฒนาระบบของคุณ จะไม่มีค่าไปมากกว่ารายงานการประชุม 1 ฉบับ เพราะเจ้านายที่ไม่ใช่คนในสายงาน IT จะไม่รู้ว่า Web Application หนึ่งระบบ หน้าเว็บเพจหนึ่งหน้า การประมวลผลข้อมูลในฐานข้อมูล มันยากและมีขั้นตอนเพียงใด ดังนั้นบ่อยครั้งที่คุณมุ่งมั่นพัฒนาระบบด้วยความภูมิใจ แต่อาจจะได้ผลตอบรับเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้เลย

          8. ข้อเสียของ จนท. IT หรือคนสายงานนี้ คือ มักจะพูดกับคอมฯ เก่งกว่ากับคน จึงทำให้เข้ากับผู้อื่นได้ไม่ดีนัก (ขึ้นอยู่กับนิสัยพื้นฐานของแต่ละบุคคลด้วย) ดังนั้น อย่าน้อยใจหากว่าคุณทำงานมากมาย แต่เจ้านายกลับมองว่าคุณไม่มีงานอะไรทำ หากจะแก้ปัญหานี้ต้องหาวิธีโปรโมทงานของตัวเอง ... ตัวอย่าง หากมีข้อบกพร่องจากระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานเข้าไม่ได้ ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งเจนายถึงเหตุผล เพราะถ้าเงียบไปเฉย ๆ เขาก็จะคิดว่าเป็นความผิดของคุณ และจะฝังใจไปอย่างนั้นว่าคุณไม่ได้เรื่อง เขาไม่เสียเวลามาถามคุณหรอก หากมีข้อผิดพลาดในงาน แต่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคุณต้องแจ้งเจ้านายทราบเสมอ อย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจได้เอง

          9. ระบบที่คุณดูแลอยู่อาจจะไม่เคยเสียเลยเป็นปี ๆ แต่ถ้าวันใดมันเสีย เจ้านายจะไม่จำเวลาเป็นปี ๆ นั้นแต่เขาจะฝังใจว่า ระบบเราห่วยไม่ได้เรื่อง จากวันเดียวที่มันเสียนั่นแหละ

          10. ไม่ว่าระบบคุณจะออกแบบมาดีอย่างไร Application ของคุณจะรัดกุมแค่ไหน User มักจะใช้งานผิด ๆ ได้เสมอ .. และเมื่อเหตุการณ์นี้ขึ้น เจ้านายมักจะไม่คิดว่า User ใช้งานผิด แต่จะด่าคุณก่อน ผมเคยโดนตำหนิว่า Web Application ของผมมันแนบไฟล์ไม่ได้ ซึ่งผมทำลองแล้วทดลองอีก ว่ามันแนบไฟล์ได้ ให้คนนั้นคนนี้ทดลองก็ทำได้หมด ยกเว้น user คนหนึ่งที่แนบไม่ได้ ผมก็แจ้งไปว่าระบบปกติ แต่กลับโดนตำหนิว่า ถ้าปกติ ทำไม User คนนั้นใช้งานไม่ได้ ... แน่นอนที่สุด หาก User คนนั้นเป็นคนที่สูงกว่าคุณ เป็นผู้บริหาร เจ้านายจะไม่ฟังคุณ

          ฝากไว้ครับเผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านใดบ้าง นำมาจากประสบการณ์จริง ใครเจออย่างผมก็มาแบ่งปันประสบการณ์กันได้นะครับ สำหรับผมที่เขียนตรงนี้ก็เพื่อระบายอะไรบางอย่าง ที่เรารู้สึกว่าเราทุ่มเทจนสุดความสามารถที่เรามี แต่กลับไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ แถมยังโดนตำหนิ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุเยอะแล้ว จะเปลี่ยนงานตอนนี้มันก็สายเกินไป ต้องก้มหน้ายอมรับต่อไป ก็เลยอยากจะแบ่งปันเผื่อน้อง ๆ ที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกัน หากอายุไม่เยอะ แนะนำว่าเปลี่ยนงานไปอยู่หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้าน IT โดยตรงจะดีกว่า

ขอบคุณที่มา: แมวเหมียวขี้อ้อน จากเว็บไชต์ pantip.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สร้างแรงบันดาลของคุณ ด้วยภาพถ่ายที่สวยงามทั่วโลก

สร้างแรงบันดาลของคุณ ด้วยที่สวยงามทั่วโลก

DCM144.hotshots.So_fast
So Fast!
ฉันถ่ายภาพนี้จากสวนสนุก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากมีผู้คนอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่ฉันทำการกางขาตั้งกล้องไว้บนถังขยะใบใหญ่ เพื่อใช้ค่าความเร็วชัตเตอร์ช้ามากๆ โดยไม่มีใครเดินมาชนกล้องของฉัน”
Canon Rebel T3i เลนส์ Canon 18-55 มม. ตั้งค่าที่ 18 มม. 0.6 วินาที ที่ f/5.6 ISO 100

DCM144.hotshots.Bolton_abbey_1
Autumn Abbey
“ผมถ่ายภาพนี้ด้วยมือโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้องในวันที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ กระจายตัวอยู่ทั่วท้องฟ้า แต่โชคดีที่มีแสงส่องทะลุก้อนเมฆลงมา ทำให้สีสันของต้นไม้ใบไม้ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ผลงานที่ได้นี้ทำให้ผมรู้สึกพอใจมาก เนื่องจากมันเกิดจากจังหวะเวลาที่ลงตัวพอดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ”
Canon EOS 500D เลนส์ 18-55 มม. ตั้งค่าที่ 30 มม. 1/160 วินาที ที่ f/9 ISO 200

DCM144.hotshots.cupboard_fulvio_silvestri
Memento
“ตู้โชว์ของนี้ถูกตั้งอยู่ในร้านกาแฟบนเกาะเล็กๆ ของ Flatey, Iceland โดยที่ทุกๆ สิ่งในร้านนี้มีการผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว
Nikon D700 เลนส์ Nikkor 24-70 มม. f/2.8 ตั้งค่าที่ 66 มม. 1/125 วินาที ที่ f/2.8 ISO 640
DCM144.hotshots.budapest
Budapest III
“ผมถ่ายภาพนี้มาจาก Dohany Street Synagogue, Budapest ประเทศฮังการี ผมต้องใช้มือถือกล้องเพื่อถ่ายภาพเนื่องจากไม่อนุญาตให้ใช้ขาตั้งกล้องในการ ถ่ายภาพ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสทดลองใช้งานกล้อง EOS 5D Mark II และเลนส์ 16-35 มม. ในสภาพแสงน้อย”
Canon EOS 5D Mark II เลนส์ Canon EF 16-35 มม. f/2.8 L II ตั้งค่าที่ 16 มม. 1/60 วินาที ที่ f/3.5 ISO 1600
DCM144.hotshots.ashappleton
Hidden Smile
“ฉันสังเกตเห็นเด็กสาวคนนี้นั่งอยู่บริเวณข้างๆ บ้านพักใน Panama และโชคดีที่อยู่ดีๆ เด็กน้อยคนนี้ก็เดินเข้ามาหาฉันด้วยความสนใจ และมานั่งอยู่ข้างๆ ฉัน ทำให้ฉันต้องรีบนั่งลงมาถ่ายภาพในระดับเดียวกันเพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่ดูเป็น ธรรมชาติ และมีพลังดึงดูดสายตาเป็นอย่างดี”
Canon EOS 5D Mark II เลนส์ EF 25-105 มม. f/2.8 L ตั้งค่าที่ 105 มม. 1/60 วินาที ที่ f/4.5 ISO 200
DCM144.hotshots.nejecbolepicTired Old Lady
“ผมถ่ายภาพนี้ระหว่างเดินอยู่บนถนน ของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หญิงชราคนนี้นั่งขายสินค้าที่ระลึกอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งภาพนี้ถูกถ่ายมาง่ายๆ ไม่มีเทคนิคมากมาย โดยมีการปรับแต่งภาพเพิ่มเติมในภายหลังอีกเพียงเล็กน้อย”
Nikon D700 เลนส์ Sigma 70-200 มม. f/2.8 ตั้งค่าที่ 150 มม. 1/1,250 วินาที ที่ f/4 ISO 400
สนับสนุนเนื้อหา: www.digitalcamera-thailand.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com